วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม มาระโก 7:31-37 “คนหูหนวก”
หลังจากเมืองไทระ และเมืองไซดอน พระเยซูคริสต์ทรงกลับมาที่แคว้นกาลิลี เมืองทศบุรี มีคนพาคนที่หูหนวก แต่ยังพูดได้บ้าง (ติดอ่าง) มาให้พระเยซูคริสต์รักษา
Q1 พระเยซูคริสต์ทรงรักษาชายที่หูหนวกและพูดติดอ่างอย่างไร? (ดูข้อ 33-34 ประกอบ) และผลลัพธ์สุดท้ายเป็นอย่างไร? (ดูข้อ 35, 37 ประกอบ)
Q2 คำพูดที่ผู้คนกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ว่า “พระองค์ทรงกระทำล้วนแต่ดีทั้งนั้น” จะสามารถเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ ผ่านคำพูดของคนที่อยู่รอบข้างคุณได้อย่างไร?
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม มาระโก 7:24-30 “ความเชื่อ”
พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จจากเมืองคาเปอรนาอุม ไปยังเมืองไทระ และเมืองไซดอน ซึ่งเป็นเมืองของคนต่างชาติ ห่างออกไปประมาณ 48 กิโลเมตร โดยที่ไม่ได้อยากให้ใครรู้ (ข้อ 24) แต่ข่าวของพระองค์ที่เดินทางก็หลุดไปถึงหูประชาชนจนได้ และที่นี่มีหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวซีเรียฟีนิเซีย ได้มาอ้อนวอนพระองค์ขอให้รักษาลูกสาวที่ถูกผีสิง ซึ่งพระเยซูคริสต์ก็บอกปฏิเสธไป โดยพูดเป็นคำอุปมาอุปไมย (ข้อ 27) เพื่อจะบอกว่า งานหลักของพระองค์คือ มาช่วยอิสราเอลก่อน ไม่ได้เพื่อช่วยคนต่างชาติก่อน
Q1 หญิงชาวซีเรียฟีนิเซียตอบสนองต่อคำพูดของพระเยซูคริสต์อย่างไร? และผลลัพธ์สุดท้ายเป็นอย่างไร? (ดูข้อ 28-30 ประกอบ)
Q2 ความเชื่อของหญิงคนนี้ทำให้ลูกสาวของเธอหาย คุณมีสิ่งใดบ้างที่อธิษฐานทูลขอจากพระเจ้า แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ท่าทีของหญิงคนนี้และผลลัพธ์ที่เธอได้รับ หนุนใจคุณให้รักษาการอธิษฐานอย่างต่อเนื่องในเรื่องเหล่านั้นกับพระเจ้าอย่างไร
หมายเหตุ : ถึงแม้ว่าในสังคมยิว จะมีการพูดเปรียบเทียบว่า คนต่างชาติ เหมือนกับสุนัข แต่พระเยซูคริสต์ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะดูถูกและดูหมิ่นหญิงต่างชาติ แต่ต้องการเน้นถึง “บทบาทและหน้าที่หลักของพระองค์” เพราะในมัทธิว 15:28 ซึ่งบันทึกเรื่องราวเดียวกัน พระเยซูคริสต์เรียกหญิงนั้นว่า “หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด” ซึ่งคำว่า หญิงเอ๋ย ตรงนี้มีความหมายถึงลูกสาว
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม มาระโก 7:14-23 “สิ่งที่เป็นมลทิน”
หลังจากที่พระเยซูคริสต์ได้ตอบคำถามของฟาริสีและธรรมาจารย์แล้ว พระองค์หันกลับมาอธิบายความอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่อง “การเป็นมลทิน” โดยในครั้งนี้พระองค์ใช้คำอธิบายที่เรียบง่าย เพื่อช่วยให้ประชาชนที่อาจจะไม่มีความรู้ ความเข้าใจหรือจดจำ ข้อธรรมบัญญัติของพระเจ้าและธรรมเนียมของมนุษย์ได้เหมือนกับพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ โดยบอกว่า มลทินไม่ได้เกิดขึ้นจากการไม่ได้ล้างมือ หรือาหารที่รับประทานเข้าไป แต่เกิดขึ้นจาก “ใจของเรา”
Q1 มลทินที่เกิดขึ้นจาก “ใจของเรา” มีอะไรบ้าง? (ดูข้อ 21-23 ประกอบ)
Q2 ทบทวนดู “ใจของคุณ” ว่า มีสิ่งใดที่เป็นมลทินบ้าง? อธิษฐานขอการชำระล้างจากพระเจ้า และขอกำลังจากพระองค์ที่จะเลิกสิ่งเหล่านั้น
วันพุธที่ 25 มีนาคม มาระโก 7:1-13 “หลักการในการดำเนินชีวิต”
ชื่อเสียงของพระเยซูคริสต์ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในแถบทะเลสาบกาลิลี แต่ชื่อเสียงของพระองค์ยังดังไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม จนพวกฟาริสี และธรรมจารย์ในกรุงเยรูซาเล็มอยากจะรู้ว่า พระองค์คือใคร จึงเดินทางมาเพื่อจะพบและพูดคุยกับพระเยซูคริสต์ แต่เมื่อพวกเขาได้พบพระเยซูคริสต์และสาวกครั้งแรก สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือ พระเยซูคริสต์และสาวกไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมของยิวอย่างเคร่งครัด (การล้างมือ การล้างถ้วยชาม) จนกลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันขึ้นระหว่างพระเยซูคริสต์กับฟาริสีและธรรมจารย์
Q1 ในขณะที่ฟาริสีกล่าวหาว่า พระเยซูคริสต์และสาวกทำผิด ไม่ประพฤติตามคำสอนของบรรพบุรุษ (ข้อ 5) พระองค์ทรงตอบโต้ข้อกล่าวหานี้อย่างไร? (ดูข้อ 8,13 ประกอบ)
Q2 ทบทวนชีวิตของคุณว่า คุณใช้มาตรฐานของพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หรือใช้คำสอนของมนุษย์ / ความคิดของคุณเอง เป็นหลักในการดำเนินชีวิต?
วันอังคารที่ 24 มีนาคม มาระโก 6:53-56 “ทุกๆ ที่”
ไม่ว่าพระเยซูคริสต์จะอยู่ฟากไหนของทะเลสาบกาลิลี ทั้งที่คาเปอรนาอุม และเบธไซดา หรือจะไปตามหัวเมืองต่างๆ ผู้คนต่างมาหาพระองค์ตลอดเวลา
Q1 อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างให้การต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นอย่างดี ในทุกๆ ที่ ที่พระองค์เข้าไป? (ดูข้อ 54, 56 ประกอบ)
Q2 คุณคิดว่า คุณจะดำเนินชีวิตในฐานะคริสเตียนอย่างไร ที่จะทำให้ทุกๆ ที่ ที่คุณไป ทุกคนจะยอมรับในความเป็นคริสเตียนของคุณ?