วันอังคารที่ 15 ตุลาคม สุภาษิต 6:29-35 “การรู้จักบังคับตน & การล่วงประเวณี”
จากการทำสำรวจของเว็บไซต์จัดหาคู่ พบว่า สามีที่นอกใจภรรยามักจะอยู่ในช่วงอายุ 40 ปี และแต่งงานมาแล้วนานกว่า 10 ปี โดยมีลูกสองคนที่อายุมากกว่า 10 ขวบขึ้นไป ส่วนภรรยาที่มักจะนอกใจสามีตัวเองมักจะอยู่ในวัย 30 ปี แต่งงานมาแล้วประมาณห้าปีหรือน้อยกว่านั้น และมีลูกสาวอายุน้อยกว่าห้าขวบ นอกจากนี้นิตยสาร Psychology Today ยังรายงานว่า ผู้ชายร้อยละ 55-65 และผู้หญิงร้อยละ 45-55 นอกใจคู่สมรสของตัวเอง
Q1 อะไรคือผลลัพธ์ของการไม่รู้จักบังคับตนเอง และยอมให้ตนเองตกลงไปในความบาปเรื่องการล่วงประเวณี? (ดูข้อ 29, 31, 32, 33, 34 ประกอบ)
Q2 คุณได้ “ทำลายตนเอง” ในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน? อธิษฐานขอพระเจ้าช่วยเหลือคุณให้รู้จักบังคับตน และอยู่ห่างไกลจากการล่วงประเวณี
วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม สุภาษิต 6:6-11 “การรู้จักบังคับตน & ความเกียจคร้าน”
อุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้การเรียนรู้จักบังคับตนมักจะสะดุดบ่อยๆ คือ “ความเกียจคร้าน” ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาบางครั้งรุนแรงถึงชีวิต เหมือนกับนิทานเรื่อง “มดง่ามกับจักจั่น”
ในฤดูหนาววันหนึ่งพวกมดง่ามช่วยกันขนข้าวที่เปียกชื้นออกผึ่งแดด จักจั่นหิวโซตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้าก็ออกปากร้องขอข้าวจากพวกมดง่ามเป็น อาหาร มดง่ามตัวหนึ่งจึงว่า “ทำไมเจ้าจึงไม่สะสมอาหารไว้ในฤดูร้อนเหมือนอย่างพวกเราเล่า?” จักจั่นตอบอย่างหน้าด้านๆ ว่า “ข้าไม่มีเวลา เพราะข้ามัวแต่ฝึกร้องเพลงอยู่น่ะซี” มดง่ามทั้งหลายพากันหัวเราะด้วยความขบขันแล้วมดง่ามตัวหนึ่งก็พูดว่า “ดีแล้ว! เมื่อเจ้ามัวฝึกร้องเพลงในฤดูหนาวนี่เจ้าก็เชิญฝึกเต้นระบำไปก่อนนะ อย่าได้มาเอ่ยปากขอข้าวจากพวกเราเลย” ดังนั้นจักจั่นจึงกลับไปด้วยความผิดหวังเพราะไม่ได้อาหารจากมดง่าม และอดอาหารตายในที่สุด
Q1 อะไรคือผลลัพธ์ของความเกียจคร้าน? (ดูข้อ 11 ประกอบ)
Q2 ความเกียจคร้านมักจะมาพร้อมกับคำพูดว่า “เดี๋ยวก่อนก็ได้” “พรุ่งนี้ค่อยทำ” คุณใช้คำพูดเหล่านี้บ่อยแค่ไหนในชีวิตของคุณ และผลลัพธ์ที่ตามมาเป็นอย่างไร? คุณจะเริ่มต้นไป “ดูมด” ได้หรือยัง?
วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม สุภาษิต 1:1-7 “การรู้จักบังคับตน & ปัญญา”
มีสำนวนไทยกล่าวไว้ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่มีสติปัญญาดี แต่กลับช่วยตนเองไม่ได้ เพราะไม่สามารถที่จะนำเอาสิ่งที่รู้นั้น มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงๆ ได้ ในเรื่องของการรู้จักบังคับตนก็เช่นกัน เราไม่ได้มุ่งหวังเพียงเพื่อรู้จักวิธีการบังคับตน แต่มุ่งหวังที่จะเกิดผลจริงๆ ด้วย
Q1 คำว่า “มีวินัย” “การกระทำที่ฉลาด” “ความช่ำชอง” และ “เพิ่มพูนการเรียนรู้” ช่วยให้เราเข้าใจถึงอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงที่ผู้เขียนต้องการจะบอกกับผู้อ่านเกี่ยวกับ “การมีปัญญา” อย่างไร?
Q2 คุณคิดว่า “การยำเกรงพระเจ้า” ช่วยให้คุณใช้สติปัญญาที่มีอยู่ในการดำเนินชีวิตอย่างไร?
วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม กันดารวิถี 21:4-9 “งูแมวเซา”
อีกครั้งที่ชนชาติอิสราเอลไม่ยอมเรียนรู้จากความผิดพลาดที่พวกเขาเคยกระทำ พวกเขายังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกในเรื่องของการบ่น ซึ่งในครั้งนี้พระเจ้าส่งงูแมวเซาเข้ามาในหมู่ประชาชน และมีผู้คนเป็นอันมากถูกงูกัดและตาย
Q1 พระเจ้าทรงสั่งให้โมเสสทำอะไร เพื่อช่วยให้ชนชาติอิสราเอลรอดพ้นจากการลงโทษโดยให้ถูกงูแมวเซากัด? (ดูข้อ 8-9 ประกอบ)
Q2 ประชาชนรอดจากความตายด้วยการมอง “งูสัมฤทธิ์” ที่แขวนไว้ที่เสา เหมือนกับเราทั้งหลายที่รอดจากความตายฝ่ายจิตวิญญาณเหมือนที่เขียนไว้ในยอห์น 3:14-15 ว่า “14 โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น 15 เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิต
นิรันดร์” ใช้เวลานี้อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรอดที่คุณได้รับ และคิดว่า คุณจะนำพาคนอื่นมาเห็นพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร?
วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม กันดารวิถี 20:1-13 “แค่ตีหิน!!”
ความดื้อดึง และไม่เชื่อฟังของชนชาติอิสราเอล มักแสดงออกด้วย “การบ่น” เป็นหลัก และที่ผ่านมาชนชาติอิสราเอลต้องจ่ายผลตอบแทนด้วยราคาแพงเสมอ แต่ในพระคัมภีร์ตอนนี้เราพบว่า ไม่เพียงชนชาติอิสราเอลจะได้รับผลกระทบ แม้แต่โมเสสเองก็ได้รับผลทางอ้อมจากการบ่นของชนชาติอิสราเอล เพราะดูเหมือนว่า โมเสสโกรธจนลืมตัว และไม่ทำตามที่พระเจ้าบอก
Q1 โมเสสได้รับผลอย่างไร เมื่อเขากระทำนอกเหนือจากพระเจ้าบอกให้ทำ? (ดูข้อ 7,10,11,12 ประกอบ)
Q2 คุณจะนำตัวอย่างของโมเสสมาใช้อย่างไรในการดำเนินชีวิตคริสเตียน โดยเฉพาะเรื่อง “การเชื่อฟัง”