หลายๆ ครั้งเรามักจะประกาศว่า ถ้าเชื่อพระเยซูคริสต์แล้วชีวิตจะดีขึ้น ปัญหาจะได้รับการแก้ไข ชีวิตจะมีความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งก็เป็นความจริง แต่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าเรื่องพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เป็นเรื่องของความรอดเท่านั้น แต่ยังควบคู่ไปกับการตัดสินใจด้วย แน่นอนครับว่า ความรอดเป็นของขวัญที่มาจากพระเจ้า เป็นของฟรี แต่การเป็นสาวกนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นเราจึงควรจะต้องบอกถึงสิ่งที่ต้องจ่ายในการเป็นสาวกด้วย

Q1  พระเยซูเรียกร้องอะไรบ้างในการติดตามพระองค์? (ดูข้อ 26-27ประกอบ) และพระองค์ทรงยกตัวอย่างเพื่อหนุนใจให้คนที่จะติดตามพระองค์ให้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน? (ดูข้อ 28-32 ประกอบ)
Q2  “ก็เช่นนั้นแหละทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” คุณได้สละสิ่งใดบ้าง ในการที่จะเป็นสาวกของพระเยซู และประกาศข่าวดีกับคนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า?
หมายเหตุ  คำว่า “ชัง” ในข้อ 26 ไม่ได้หมายถึง การเกลียดชัง แต่ใช้บริบทของ รักมากกว่า หรือ รักน้อยกว่า เพื่อจัดลำดับความสำคัญ

คุณเคยพูดเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้กับคนแปลกหน้าฟังบ้างไหม? หรือคุณเคยคิดที่จะเล่าเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้กับคนที่นั่งข้างๆ คุณบนรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือขณะที่รอคิวจ่ายเงินที่ธนาคารบ้างไหม? สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่แปลกและไม่คุ้นเคยสำหรับเรา แต่การประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับฟีลิปที่จู่ๆ พระเจ้าก็ดลใจเขาให้ออกไปนอกเมืองกรุงเยรูซาเล็มไปตามทางที่จะไปเมืองกาซา ซึ่งเป็นทางเปลี่ยว ไม่มีผู้คนเดินทางสักเท่าไร และที่นั่นฟีลิปได้ประกาศกับคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต

Q1  ผลจากการที่ฟีลิปเชื่อฟังพระเจ้า จนได้เจอกับขันทีชาวเอธิโอเปีย ผลที่ตามมาคือ? (ดูข้อ 30-39 ประกอบ)
Q2  ฟีลิปสามารถตอบข้อสงสัยของขันทีชาวเอธิโอเปียได้เป็นอย่างดี คุณคิดว่า คุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ถ้าพระเจ้าจะเปิดโอกาสให้คุณได้ประกาศกับคนแปลกหน้า?

มีคำสอนและมีการเปรียบเทียบว่า การประกาศเป็นเหมือนกับการทำสงครามฝ่ายวิญญาณดังนั้นเราจะต้องจู่โจมอย่างดุเดือด เหมือนกับสงครามกองโจรที่จะต้องเข้าไปในดินแดนของข้าศึก และรีบกลับออกมายังดินแดนของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความตึงเครียด และไม่อยากจะประกาศข่าวประเสริฐ แน่นอนว่าการประกาศข่าวประเสริฐด้านหนึ่งเป็นเสมือนกับสงครามฝ่ายวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องทำสงครามด้วยความรุนแรงเสมอไป
ในการประกาศข่าวประเสริฐเราสามารถมีชัยชนะด้วย “มิตรภาพ”

Q1  คุณคิดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้นาธานาเอลยอมติดตามฟีลิปมาพบพระเยซู และในที่สุดก็ได้รับความรอด? (ดูข้อ 44-46 ประกอบ สังเกตความเกี่ยวข้องคำเหล่านี้ “เราได้พบ” “มาดูเถิด”)
Q2  คุณจะใช้มิตรภาพที่ดีที่คุณมีกับเพื่อน ให้เป็นเหมือนกับสะพานที่จะเชิญเพื่อนของคุณมารู้จักกับพระเยซู โดยการพูดว่า “มาดูเถิด” ได้อย่างไร?

ในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ บางครั้งเราก็เจอกับคนที่สนใจ และตั้งใจฟัง แต่บางครั้งเราก็เจอกับคนที่อยากจะลองดี อยากจะทดสอบ หรือถกเถียงเกี่ยวกับความเชื่อของคริสเตียน จนเราอาจจะมีความรู้สึกเบื่อหน่าย และมีความคิดว่า ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจคนเหล่านี้เลย ฉันทำหน้าที่ของฉันเรียบร้อยแล้ว พระเยซูก็ไม่แตกต่างอะไรกับเรา พระองค์เองก็เจอกับบาเรียน (ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติ) ที่อยากจะลองดี (ข้อ 25) อยากจะทดสอบว่า เรื่องชีวิตนิรันดร์ (ความรอด) แต่พระเยซูก็ยังตอบสนองคำถามและข้อแก้ตัว (ข้อ 29) ของบาเรียนเป็นอย่างดี และบอกคำตอบว่า ทำอย่างไรบาเรียนจึงได้รับชีวิตนิรันดร์ (37)

Q1  พระเยซูมีท่าทีอย่างไรต่อการทดลองของบาเรียน และพระองค์ทรงใช้วิธีการอย่างไรในการตอบคำถามของเขา? (ดูข้อ 28, 38 ประกอบ สำหรับท่าที และดูข้อ 26, 30-35 ประกอบ สำหรับวิธีการ)
Q2  ท่าทีในใจและวิธีการของพระเยซูช่วยให้คุณรับมือกับคนที่อาจจะเข้ามาท้าทายหรือทดสอบเรื่องราวของพระเจ้ากับคุณอย่างไร?

ในพระคัมภีร์บอกกับเราว่า พระเยซูไม่ได้ตั้งใจที่จะหยุดที่เมืองเยรีโคเลยแม้แต่น้อย เพราะในข้อ 1 บอกว่า “กำลังจะทรงผ่านไป” แต่มีบุคคลหนึ่งคนที่สามารถทำให้พระเยซูยอมหยุดและพักค้างคืนอยู่ที่เมืองนี้ บุคคลนั้น คือ ศักเคียส คนที่พระเยซูเรียกว่า “ผู้หลงหาย”

Q1  คุณคิดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ศักเคียสยอมยกทรัพย์สมบัติที่มีครึ่งหนึ่งให้กับคนที่ยากจน และถ้าเขาโกงใครมา เขาจะยอมคืนให้ถึง 4 เท่า? (ดูข้อ 5-6, 9-10 ประกอบ)
Q2  มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เหมือนกับศักเคียสที่หลงหายจากครอบครัวของพระเจ้า มีใครบ้างที่เป็น “ศักเคียส” ในชีวิตของคุณ คุณจะพาคนเหล่านั้นกลับมาหาพระเจ้าได้อย่างไร?

4770/5947