วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ สดุดี 62:1-4 “กำแพงที่เอน และรั้วที่โยกเยก”
ดาวิดเป็นผู้ที่เขียนสดุดีบทนี้ และช่วงเวลาที่เขียนน่าจะอยู่ในช่วงที่อับซาโลมซึ่งเป็นลูกชายของเขาเองก่อกบฏและยึดอำนาจจากผู้เป็นพ่อ ทำให้ดาวิดต้องหนีเอาชีวิตรอด เรื่องราวโดยละเอียดบันทึกอยู่ใน 2 ซามูเอลบทที่ 15-18
Q1 การที่ดาวิดบรรยายตัวเองเหมือน “กำแพงที่เอน และรั้วที่โยกเยก” (ข้อ 3) สะท้อนให้เห็นถึงความคิด และสภาพจิตใจของดาวิดที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร?
Q2 คุณเคยอยู่ในสภาพที่เป็นเหมือน “กำแพงที่เอน และรั้วที่โยกเยก” ไหม? พระเจ้ามีส่วนช่วยให้คุณผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้อย่างไร?
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ สดุดี 62:1-12 “ใคร่ครวญ”
Q1 อ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ช้าๆ 2 -3 รอบ โดยในแต่ละรอบให้หยุดพักโดยหลับตาลงสักครู่ ค่อยๆ ให้พระวจนะของพระเจ้าซึมซับลงไปในใจของเรา แล้วค่อยอ่านรอบใหม่ ทำอย่างนี้สลับไปมา
Q2 นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้อ่านพระคัมภีร์แบบใคร่ครวญ อธิษฐานขอพระเจ้าที่จะช่วยให้คุณผ่านการเฝ้าเดี่ยวแบบใคร่ครวญในอาทิตย์นี้ไปได้อย่างมีความชื่นชมยินดี
วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ มัทธิว 7:1-5 “โทษคนอื่นมองเห็นเท่าภูเขา โทษของเรามองเห็นเท่าเส้นขน”
ค่านิยมอีกอย่างที่เห็นกันอย่างดาษดื่นในสังคมไทยคือ “โทษคนอื่นมองเห็นเท่าภูเขา โทษของเรามองเห็นเท่าเส้นขน” เรามักจะมองเห็นแต่ความผิดพลาด ความไม่ดีของคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างจากคนเหล่านั้นเลย แถมบางครั้งยังทำผิดพลาดยิ่งกว่าคนที่เราต่อว่าเสียอีก สิ่งที่ตามมาคือ การจับผิด การกล่าวโทษ การตำหนิ การต่อว่า การยกตัวเองขึ้น และการมองว่า คนอื่นต่ำต้อยกว่า
Q1 คุณคิดว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงสอนให้ชักท่อนไม้ในตาของตนออกก่อน แล้วจึงจะเขี่ยผงในตาผู้อื่น?
Q2 คุณมี “ท่อนไม้” อะไรอยู่ในตาของคุณ? ขอพระเจ้าช่วยให้คุณเอาท่อนไม้ออกจากตา ก่อนที่จะไปช่วยเขี่ยผงในตาของผู้อื่น
วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ มัทธิว 5:38-42 “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย”
การยกโทษให้กัน หรือการอภัยให้แก่กันและกันในสังคมของเราดูเหมือนว่าจะลดน้อยลงทุกวันๆ ภาพที่เข้ามาแทนที่คือ ถ้าใครดีมาก็ดีตอบ แต่ถ้าใครร้ายมาก็ร้ายตอบ รอคอยจังหวะที่จะทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นค่านิยมของสังคม และพูดกันจนติดปากว่า “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย” ซึ่งไม่แตกต่างจากค่านิยมหรือคำสอนที่มีในสมัยของพระเยซูคริสต์ว่า “ตาต่อตา และฟันแทนฟัน” (ข้อ 38)
Q1 พระเยซูคริสต์ทรงมีแนวความคิดที่แตกต่างจากคนสมัยนั้น และพระองค์ทรงยกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้ 4 เรื่องด้วยกัน มีอะไรบ้าง ?
Q2 คำสอนของพระเยซูคริสต์ สอดคล้องกับคำสอนในพระคัมภีร์ที่ว่า “อย่าแก้แค้นเลย ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำอย่างนั้น เป็นการสุมถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา” (โรม 12:20) คุณจะนำค่านิยมใหม่นี้ไปใช้ในชีวิตอย่างไร?
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ โรม 12:1-3 “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม”
ในปัจจุบันค่านิยมการเลียนแบบมีมากขึ้นทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบเรื่องการแต่งกาย การพูดจา ลักษณะท่าทางต่างๆ ตามดาราหรือนักร้องที่ตนเองชื่นชอบ เข้าข่าย “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” แต่ดูเหมือนว่า การเลียนแบบไม่ได้หยุดแค่เลียนแบบสิ่งดีๆ แต่
กลายเป็นว่า สิ่งไม่ดีก็มีการเลียนแบบจนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม
Q1 พระคัมภีร์ตอนนี้เห็นด้วยกับค่านิยม “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” หรือไม่? อย่างไร?
Q2 คุณสามารถทำสิ่งอะไรก็ได้ไม่มีใครห้าม แต่สิ่งที่คุณเลือกทำ เป็น “สิ่งที่ดี” หรือ “ดียอดเยี่ยม” ในน้ำพระทัยของพระเจ้า