พระเยซูคริสต์ทรงเป็นครูที่ชาญฉลาด พระองค์สามารถใช้เรื่องราวธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นปกติทั่วๆ ไป เพื่อจะสอนเรื่องราวฝ่ายจิตวิญญาณด้วย ในการรักษาคนง่อยครั้งนี้ก็เช่นกัน พระองค์ทรงฉวยโอกาสเพื่อจะสอนบทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณ โดยเฉพาะกับธรรมาจารย์ผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นครูสอนศาสนา เป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ

Q1  พระเยซูคริสต์ทรงตอบสนองอย่างไรต่อความสงสัยของธรรมาจารย์ เมื่อพวกเขาสงสัยเกี่ยวกับคำพูดของพระองค์ในการยกโทษบาป? (ดูข้อ 5-7 ประกอบ) และการตอบสนองของพระเยซูคริสต์ช่วยให้ธรรมาจารย์เข้าใจในเรื่องการยกโทษบาปมากขึ้นอย่างไร? (ดูข้อ 8-11 ประกอบ)
Q2  คำพูดของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” ช่วยให้คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า ทุกครั้งที่คุณเผลอพลั้งพลาดทำบาป และคุณได้อธิษฐานสารภาพบาป คุณจะได้รับการยกโทษบาปทั้งหมด (อ่าน 1 ยอห์น 1:9 ประกอบ)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งเป็นเมืองสำคัญที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้เวลาทำพันธกิจของพระองค์ เพราะมีผู้คนจำนวนมากที่อยากจะเข้ามาฟังคำสั่งสอนของพระองค์ รวมถึงการนำคนที่เจ็บป่วย หรือถูกผีเข้าสิงมาให้พระองค์รักษา และในเหตุการณ์นี้มีคนสี่คนหามคนป่วยที่เป็นง่อยมาพบกับพระเยซูคริสต์ โดยมีความหวังใจว่า คนง่อยจะหายและกลับมาเดินได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ปัญหาที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่คือคนเป็นจำนวนมากที่มาชุมนุมจนไม่สามารถเข้าไปถึงประตูได้

Q1  ชายทั้งสี่คนแก้ไขปัญหาอย่างไร จึงสามารถนำคนง่อยเข้าไปพบกับพระเยซูคริสต์ และได้รับการรักษาจนเดินได้อีกครั้งหนึ่ง? (ดูข้อ 4-5 ประกอบ)
Q2  คุณเคยคิดบางไหมว่า คุณเองก็เป็นคนง่อยในฝ่ายจิตวิญญาณในบางเรื่อง ความพยายามของคนหามแคร่ทั้ง 4 คน เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคุณในการแสวงหาการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณกับพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร?

คนโรคเรื้อนในสังคมของคนยิว เป็นกลุ่มคนที่น่าสงสารมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะถูกตัดออกจากสังคม ห้ามเข้าใกล้คนอื่น เพราะโรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อ นอกจากนี้คนโรคเรื้อนยังถือว่าเป็นคนที่มีมลทิน ไม่มีสิทธิในการเข้าไปในพระวิหารเพื่อจะนมัสการพระเจ้า อาชีพหลักๆ ที่คนโรคเรื้อนทำได้คือ ขอทาน โดยจะนั่งอยู่ที่บริเวณริมทางเดิน ประตูเมือง หรือริมทางเดิน บริเวณที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา

Q1  คำว่า “วิงวอน” “เพียงแต่พระองค์ทรงโปรด” (ข้อ 40) “สงสาร” “แตะต้อง” “เราพอใจแล้ว” (ข้อ 41) มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรที่ทำให้ชายคนนี้หายจากการเป็นโรคเรื้อน?
Q2  คุณอาจจะไม่ได้เป็นโรคเรื้อนในด้านของร่างกาย แต่คุณมีโรคเรื้อนในฝ่ายจิตวิญญาณหรือไม่ โรคเรื้อนที่ทำให้คุณขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า โรคเรื้อนที่ทำให้คุณไม่อยากอ่านพระคัมภีร์ ไม่อยากอธิษฐาน ไม่อยากไปนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักร ไม่อยากมีสามัคคีธรรมกับพี่น้อง ใช้เวลานี้อธิษฐานวิงวอน ทูลขอการรักษาจากพระเจ้า
หมายเหตุ : การที่คนโรคเรื้อนที่หายแล้วต้องไปแสดงตัว และถวายเครื่องบูชา เพื่อทุกคนในสังคมจะได้รับทราบว่า คนคนนั้นหายแล้ว และสามารถกลับเข้ามาอยู่ในสังคมได้ตามปกติ

จากข้อ 32-34 เราพบว่า พระเยซูคริสต์ทรงทำการรักษาโรค และขับผีแม้กระทั่งพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปในข้อ 21 เราจะพบว่า พระเยซูคริสต์ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาตั้งแต่เช้า เรียกได้ว่าพระองค์ทรงกระทำพันธกิจตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำซึ่งดูเหมือนว่างานที่ต้องทำนั้นไม่มีวันหมด เพราะในข้อ 36 ซึ่งเป็นเช้าวันใหม่ผู้คนต่างก็พากันมาหาพระองค์แล้ว

Q1  ถึงแม้ว่า พระเยซูคริสต์จะมีพันธกิจและการงานที่ต้องทำมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงกระทำไม่เคยขาดคือ? (ดูข้อ 35)
Q2  คุณคิดว่า การอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจเลือกที่จะไปประกาศในที่อื่น (ข้อ 38) แทนที่จะหยุดอยู่ที่ตรงนี้และรักษาคนที่มาเข้าคิวรอพบกับพระองค์ (ข้อ 36)? คุณเรียนรู้อะไรบ้างจากการตัดสินใจของพระเยซูคริสต์ในเรื่องนี้?

มาระโกต้องการจะสื่อสารให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ที่ไม่เหมือนกับใครในโลกนี้ เพราะเป็นสิทธิอำนาจที่พระองค์ได้รับมาจากพระเจ้าพระบิดา และเป็นสิทธิอำนาจที่มีอยู่ในตัวของพระองค์แล้วในฐานะขององค์พระผู้เป็นเจ้า

Q1  เกิดอะไรขึ้นเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสอน รักษาโรคและขับผี ด้วยสิทธิอำนาจ (เติมคำตอบในช่องผลลัพธ์)
Q2  “การรับรู้ถึงสิทธิอำนาจ” อาจทำให้เกิดผลลัพธ์แค่ความประหลาดใจ (เหมือนประชาชน) แต่ “การยอมรับในสิทธิอำนาจ” ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการประหลาดใจ แต่ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย (ผีที่ถูกขับออก / โรคที่หาย) ในฐานะที่คุณเป็นผู้ที่เชื่อและติดตามพระเยซูคริสต์ คุณติดตามพระองค์แบบ “รับรู้ถึงสิทธิอำนาจของพระองค์” หรือ “ยอมรับในสิทธิอำนาจของพระองค์” ใช้เวลาอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้า

4260/5952