วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน ลูกา 23:26-43 “พระเยซูบนไม้กางเขน”
จุดเริ่มต้นของ “ไม้กางเขน” ที่มีความสำคัญสำหรับเราที่เป็นคริสเตียน คือ การถูกตรึงของพระเยซูบนไม้กางเขน ดังนั้นเป็นการดีที่เราจะเริ่มต้นหาความหมายจากเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ถูกจับ และตรึงบนไม้กางเขน ซึ่งเราพบว่า พระเยซูคริสต์ถูกตรึงพร้อมกับนักโทษประหาร 2 คน ท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งเมือง และอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
Q1 ลองสมมุติว่า คุณเป็นบุคคลต่างๆ ที่อยู่รายล้อมพระเยซูคริสต์ คุณจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร? ซีโมนในข้อ 26 / ผู้หญิงในข้อ 27 / ประชาชนและขุนนางในข้อ 35 / ทหารในข้อ 36 / ผู้ร้าย 2 คนในข้อ 39-42
Q2 ในสายตาของคุณเอง คุณมองการตายของพระเยซูบนไม้กางเขนเป็นอย่างไร? เปรียบเทียบก่อนที่คุณจะเชื่อพระเจ้า และหลังเชื่อพระเจ้า
วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน อพยพ 14:1-31 “ทะเลแดง”
ฟาโรห์เกิดเปลี่ยนใจที่ปล่อยชนชาติอิสราเอลไป จึงยกกองทัพออกติดตามโมเสสและชนชาติอิสราเอล จนมาทันที่ทะเลแดง ชนชาติอิสราเอลต่างหวาดกลัว เพราะเบื้องหน้าคือทะเลแดง เบื้องหลังคือกองทัพอียิปต์ ทุกคนต่างคิดว่า ทุกอย่างมาถึงจุดจบแล้ว แต่โมเสสกลับมองแตกต่างออกไป กลับเรียกร้องให้อิสราเอลมีความเชื่อ และรอดูการช่วยกู้ที่มีมาจากพระเจ้า
Q1 คุณคิดว่า การที่พระเจ้าทรงกระทำให้ทะเลแดงแยกออก จนอิสราเอลเดินข้ามไปจนหมด และรอให้กองทัพอียิปต์ตามมา จึงจะให้น้ำทะเลแดงไหลกลับมาท่วมกองทัพอียิปต์ พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อย่างไร? (ดู ข้อ 13-14, 17-18, 31 ประกอบ)
Q2 อะไรคือ “ทะเลแดง” หรือ “กองทัพอียิปต์” ในชีวิตของคุณ คุณจะให้พระเจ้ามีส่วนในการจัดการกับ “ทะเลแดง” หรือ “กองทัพอียิปต์” อย่างไร?
วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน อพยพ 13:17-22 “เสาเมฆ เสาเพลิง”
เส้นทางการเดินทางออกจากอียิปต์ เพื่อไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา (ดินแดนคะนาอัน) พระเจ้าทรงเลือกเส้นทางอ้อม เพื่อจะเตรียมอิสราเอลให้พร้อมสำหรับสงคราม ซึ่งจะต้องผ่านถิ่นทุรกันดาร (ทะเลทราย) ที่ร้อนระอุในเวลากลางวัน และความหนาวเหน็บในเวลากลางคืน นั่นจึงเป็นที่มาของเสาเมฆ และเสาเพลิง
Q1 พระคัมภีร์บันทึกว่า “เสาเมฆและเสาเพลิง มิได้คลาดจากเบื้องหน้าประชากรเลย” ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงพระลักษณะของพระเจ้าในแง่มุมใดบ้าง?
Q2 ประโยคที่ว่า “เสาเมฆและเสาเพลิง มิได้คลาดจากเบื้องหน้าประชากรเลย” หนุนใจคุณอย่างไรบ้างในการดำเนินชีวิตวันนี้?
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน อพยพ 12:29-42 “ปลดปล่อย”
พระเจ้าทรงให้เกิดภัยพิบัติถึง 10 ประการด้วยกัน (น่าจะกินเวลารวมกันอย่างน้อย 6 เดือน) ซึ่งภัยพิบัติอย่างสุดท้าย หรือภัยพิบัติอย่างที่สิบก็คือ การสังหารบุตรชายหัวปีทุกคนในประเทศอียิปต์ ถึงแม้ว่าในภัยพิบัติทั้ง 9 ประการที่ผ่านมา ฟาโรห์จะไม่ยอมฟังเสียงของพระเจ้าก็ตาม แต่ภัยพิบัติอย่างที่สิบกลับนำมาซึ่งการปลดปล่อยจากการเป็นทาสอย่างสมบูรณ์
Q1 จากคำพูดของฟาโรห์ในข้อ 31-32 และการกระทำของประชาชนชาวอียิปต์ในข้อ 36 ช่วยให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอย่างไรบ้าง?
Q2 ทบทวนชีวิตของคุณว่า พระเจ้าทรงปลดปล่อยคุณจากความผิดบาปในเรื่องใดบ้าง อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า และถ้ายังมีความบาปใดที่ยังติดอยู่ในชีวิตของคุณ อธิษฐานขอกำลังและมอบไว้กับพระเจ้า
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน อพยพ 6:28-7:6 “เราคือพระเจ้า”
เมื่อโมเสสและอาโรนไปบอกชนชาติอิสราเอลถึงการปลดปล่อยที่จะมีมาจากพระเจ้า ทุกคนต่างดีใจ แต่เมื่อทั้งคู่ไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ และบอกให้ฟาโรห์ปล่อยชนชาติอิสราเอล ผลที่ตามมาคือ ฟาโรห์สั่งให้เพิ่มงานให้หนักมากขึ้นไปอีกสำหรับชนชาติอิสราเอล จนประชาชนต่างต่อว่าโมเสสและอาโรน แต่พระเจ้าก็ยังยืนยันที่จะให้โมเสสและอาโรนไปเข้าเฝ้าฟาโรห์อีก ซึ่งโมเสสและอาโรนก็เชื่อฟังและทำตาม
Q1 ทำไมพระเจ้าจึงทรงเรียกร้องให้โมเสสและอาโรนไปเข้าเฝ้าฟาโรห์อีก ทั้งๆ ที่ถูกปฏิเสธกลับมา แถมประชาชนอิสราเอลยังหมดความเชื่อถือในตัวของเขาทั้งสองคน? (ดู ข้อ 6:29, 7:5 ประกอบ)
Q2 ลองทบทวนดูว่า มีเหตุการณ์อะไรบ้างในชีวิตของคุณ ที่ทำให้คุณรู้ว่า “พระเจ้าคือพระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่องค์เดียว” ใช้เวลานี้สรรเสริญพระองค์